ประวัติ

ประตูเพชรใหญ่ ต้นแบบศิลปะเสาหลักเมือง และเศียรหลักเมืองนครศรีธรรมราช

ประตูเพชรใหญ่ ต้นแบบศิลปะเสาหลักเมือง และเศียรหลักเมืองนครศรีธรรมราช

ประตูเพชรใหญ่ ต้นแบบศิลปะเสาหลักเมือง และเศียรหลักเมืองนครศรีธรรมราช

พงศาวดารสะระยะมลายู กล่าวถึงการทำสงครามครั้งยิ่งใหญ่ระหว่าง อาณาจักรศรีวิชัย กับ อาณาจักรทมิฬโจละ ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศอินเดีย ซึ่งในปัจจุบันเรียกว่า แคว้นทมิฬนาดู มหายุทธสงครามครั้งนั้นมีหลักฐานว่า พระเจ้าราเชนทรโจฬะ แห่งอาณาจักรทมิฬโจละ ร่วมกับพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ แห่งอาณาจักรกัมพูชา (โอรสของพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งแห่ง ตามพรลิงก์ ส่วนพระราชมารดาเป็นเชื้อพระวงศ์กัมพูชา และทรงอ้างสิทธิ์สืบราชบัลลังก์กัมพูชา) โจมตีอาณาจักรศรีวิชัยแตกพ่าย ข้าศึกยึดได้ ประตูเพชรน้อย ประตูเพชรใหญ่ ซึ่งแกะสลักขึ้นอย่างงดงามวิจิตรประดับประดาด้วยเพชรนิลจินดาประมาณค่ามิได้ จึงไม่มีใครรู้ว่าประตูดังกล่าวมีอยู่จริงหรือไม่ และอยู่ที่ใด เพราะเรื่องราวในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๕ จนกระทั่งถึงปัจจุบัน นักประวัติศาสตร์ยังคงถกเถียงกันหาข้อยุติไม่ได้ว่า เมืองหลวงของอาณาจักรศรีวิชัย อยู่ที่ใด

เมื่อผมรับปากองค์จตุคามรามเทพ ว่าจะช่วยรังสรรค์หลักเมืองศรีวิชัยขึ้นใหม่ตามความประสงค์ แต่ยังขาดศิลปะศรีวิชัยซึ่งเป็นแม่แบบที่แท้จริงจะให้เอาลวดลายศิลปจากบ้านเมืองอื่น เป็นต้นว่า ที่มหาสถูปบรมพุทโธ ในประเทศอินโดนีเซีย หรือที่เมืองไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี คงจะไม่ใช่ศิลปะแม่แบบของศรีวิชัย แม้แต่ที่นครศรีธรรมราชเอง ก็เป็นศิลปกรรมที่เสนาบดีชาวกรุง อโยธยาสร้างขึ้นทั้งสิ้น จนปัญญาไม่รู้ว่าจะหาได้จากที่ไหน องค์จตุคามรามเทพ บอกว่าให้ลองไปค้นหาที่วัดพระบรมธาตุ ดูศิลปะศรีวิชัยต้นแบบเขาซ่อนไว้ที่นั่น “ถึงเวลามึงหาพบเอง”

ผมพยายามไปสืบเสาะค้นหาที่วัดพระบรมธาตุ หรือ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ ถนนราชดำเนิน ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช เกือบทุกตารางเมตร อยู่เป็นเวลาเกือบ ๑ เดือน พบแต่ของสมัยกรุงอโยธยา และกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นของเก่า บูรณะซ่อมแซมขึ้นใหม่ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ทั้งสิ้น ไม่มีวี่แววว่าจะพบศิลปสมัยศรีวิชัยได้เลย

ต่อมาวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๒๙ ซึ่งเป็นวันที่ผมและชาวคณะชมรมศรีธรรมราช ๒๘ อัญเชิญธงยันต์แบบใบเรือ ทำด้วยผ้าสีเหลืองขนาดใหญ่จำนวน ๔ ผืน วาดรูปดาว ๑๒ นักษัตรเป็นวงกลมล้อมรอบรูปเจดีย์วัดพระบรมธาตุ ข้างบนเขียนว่า “จันทรภาณุ” ข้างล่างวงกลมเขียนว่า “นครศรีธรรมราช” เพื่อนำขึ้นไปประดิษฐานบริเวณองค์พระบรมธาตุทั้ง ๔ ทิศ เพื่อประกาศแก่เทพยดาฟ้าดินว่าจะเริ่มต้นสร้างหลักเมืองศรีวิชัยขึ้นใหม่ ตามความประสงค์ขององค์จตุคามรามเทพ โดยเชิญพลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดช ให้ไปช่วยทำพิธีเชิญเทวดาและบอกกล่าวฟ้าดิน

หลังจากพิธีอัญเชิญธงยันต์แบบใบเรือ ขึ้นประดิษฐานรอบองค์พระบรมธาตุแล้ว ผมเดินกลับไปที่ประตูทางขึ้น มองเห็นแสงสะท้อนของบานประตูเป็นประกายแวววาว จึงเดินเข้าไปดู เห็นพวงมาลัยแห้งผ้าสีต่างๆมากมาย ปกคลุมภาพสลักที่บานประตูทั้งสองข้างไว้จนเกือบมองไม่เห็นอะไร พอผมแหวกพวงมาลัยแห้งเป็นช่องก็ต้องตะลึง เพราะนึกไม่ถึงว่าศิลปะศรีวิชัยแม่แบบตามที่องค์จตุคามรามเทพ บอก ซุกซ่อนอยู่ที่บานประตูไม้แกะสลักเก่านั่นเอง ผมจะไม่กล่าวพรรณาถึงความงดงามให้ยาวความ เก็บงำความลับไว้ไม่ให้ใครล่วงรู้ ในการทำพิธีตอนกลางคืนค่อยสอบถามให้รู้ความจริง

เมื่อถึงเวลาทำพิธีผมยังไม่ทันที่จะพูดอะไร องค์จตุคามรามเทพ ถามขึ้นว่า “ของที่มึงเที่ยวหา พบแล้วใช่ไหม” แล้วต่อว่าผมเป็นคนใจร้อนบอกแล้วว่าให้ถึงเวลาจะพบเองก็ไม่เชื่อ และให้ไปเรียกอาจารย์มีชัย เพชรอินทร์ ซึ่งกำลังจัดเตรียมทำเครื่องมือแกะสลักแบบโบราณอยู่ข้างนอกให้ไปพบ และบอกให้อาจารย์มีชัยไปลอกลายที่บานประตู และทำพิมพ์ยางจากภาพสลักที่บานประตูนั้น เพื่อนำมาเป็นต้นแบบในการเขียนแบบแปลนเสาหลักเมือง และเศียรหลักเมือง ตามแนวความคิดฝันของผมเพื่อให้เป็นหลักเมืองที่สวยที่สุดในโลก อาจารย์มีชัยจึงต้องไปทำงานอยู่ที่วัดพระบรมธาตุหลายวันจนกว่าจะเสร็จสิ้น

อาจารย์มีชัยเล่าให้ฟังว่า วันหนึ่งขณะที่กำลังลอกลวดลวยศรีวิชัยจากบานประตูไม้แห่งนั้น ได้มีเอกอัครราชฑูตประเทศเยอรมันประจำประเทศไทย เดินทางไปเยี่ยมชมวัดพระบรมธาตุ พวกเจ้าหน้าที่สถานฑูตและผู้นำเที่ยวชมจะนำไปที่อื่นท่านทูตไม่ยอมไป บอกว่าที่มาก็เพราะอยากชมศิลปกรรมของศรีวิชัยเก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังคงหลงเหลืออยู่ พอใจที่ได้มาเห็น แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมคนไทยจึงไม่รู้ว่าเมืองหลวงของศรีวิชัยอยู่ที่ไหน และไม่รู้ว่าบ้านเมืองของตนมีสมบัติเก่าแก่ล้ำค่าอยู่ในประเทศ

พล.ต.ท.สรรเพชญ ธรรมาธิกุล เทวาลัยจตุคามรามเทพ กุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์ (เรียบเรียงเมื่อ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๔๙)

อ่านแล้ว 20 ครั้ง