ความเชื่อพระฤาษี หรือ พ่อแก่
"ฤษี” หรือ "ฤาษี” เป็นนักบวชประเภทหนึ่งที่เรามักอ่านเจอในวรรณคดีหรือนิทานพื้นบ้านหลายต่อหลายเรื่อง บทบาทสำคัญคือการเป็นครูผู้ให้วิชาความรู้แก่ตัวเอกในเรื่องต่างๆ เช่น ฤษีโคบุตร อาจารย์ของทศกัณฐ์ในเรื่องรามเกียรติ์ ฤษีอาจารย์ของจันทรโครพในเรื่องจันทรโครพ ฤษีที่เกาะแก้วพิสดารที่ช่วยเลี้ยงดูและสอนวิชาต่างๆให้สุดสาครในเรื่องพระอภัยมณี เป็นต้น แม้แต่ในวงการดนตรีและนาฏศิลป์ก็มีฤษีเป็นครูเช่นกัน คือ พระนารทฤษีด้านวิชาดนตรี และพระภรตมุนีด้านวิชาฟ้อนรำ ฤษีเป็นใครมาจากไหน เรามาเล่าสู่กันฟัง ในหนังสือสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคกลาง กล่าวว่า "ฤษี” มาจากคำว่า "ฤษิ” แปลว่า ผู้เห็น หมายถึง การแลเห็นด้วยความรู้พิเศษอันเกิดจากฌาน สามารถแลเห็นอดีต ปัจจุบันและอนาคตได้ เพียงแต่ในวรรณคดีพุทธศาสนาได้พูดถึงความรู้ระลึกอดีตชาติของฤษีว่า มีได้ไม่เกินแปดสิบชาติ ในขณะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงระลึกอดีตชาติได้มากมายหาที่สุดมิได้ พระองค์จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เลิศกว่าฤษีทั้งปวง มีการจัดอันดับชั้นและกลุ่มฤษีที่แม้จะมีความแตกต่างกันบ้างทางหลักฐานวรรณคดีสันสฤต แต่พอจะรวบรวมได้ว่า ลำดับชั้นของฤษี แบ่งเป็น ๗ ระดับ อันหมายถึง ฤษีที่ทรงคุณลักษณะพิเศษเหนือกว่าฤษีธรรมดา ที่เป็นนักบวชอยู่ตามป่า ดังนี้ ๑.พรหมฤษี หรือ พรหมรรษี หมายถึง ฤษีที่สืบเชื้อสายมาจากพระพรหม หรือเป็นฤษีที่อยู่ในวรรณะพราหมณ์ ถือเป็นวรรณะสูงสุด และเป็นผู้บำเพ็ญตบะอย่างยิ่งยวดเหนือฤษีทั้งหลาย เท่าที่พบชื่อในวรรณคดีกาพย์และปุราณะ เช่น อัตริ ภรัทวาช เคาตม (ไทยเรียก ฤษีโคดม) กัศยป นารท (ไทยเรียก นารอท) และฤษีวยาส (ผู้แต่งกาพย์ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก คือ กาพย์มหาภารตะ ซึ่งยาวถึง ๑ แสนโศลก) ๒.เทพฤษี หรือ เทวรรษี จัดเป็นฤษีที่มีฐานะสูงสุดโดยชาติกำเนิด กล่าวคือ เป็นเทพมาตั้งแต่เกิด แล้วบำเพ็ญพรตถือเพศเป็นฤษีภายหลังเพื่อสร้างตบะเดชะให้ยิ่งยวดขึ้นไป อย่างเช่นพระศิวะเอง แม้จะเป็นเทพเจ้าสูงสุด แต่พระองค์ก็เคยไปบำเพ็ญพรตเป็นครั้งคราว จนได้พระนามว่า เทวรรษี เช่นเดียวกับเทพฤษีตนอื่นๆ ส่วนเทพฤษีที่นับว่าเก่าดึกดำบรรพ์ที่สุดน่าจะได้แก่ พระพฤหัสบดี (พรหมณัสปติ) ทรงดำรงตำแหน่งเทวปุโรหิตของทวยเทพทั้งหลายคู่กับพระอัคนี (เทพแห่งไฟ) ส่วนพระศุกร์ ก็เป็นเทพฤษีอีกตนที่ได้เป็นอาจารย์ของบรรดาอสูรอันเป็นฝ่ายตรงข้ามกับพวกเทพ ท่านมีมนต์ที่เรียกว่า "มฤตสัญชีวินี” ช่วยชุบชีวิตอสูรที่ตายแล้วให้ฟื้นคืนมาได้ จึงเป็นผู้ที่ทวยเทพหวาดเกรงมากที่สุด ๓.ราชฤษี หรือ ราชรรษี หมายถึง พระราชาที่สละราชสมบัติออกบวชเป็นฤษีจะโดยชั่วคราวหรือตลอดชีวิตก็ตาม เช่น พระชนก (บิดานางสีดา) พระราม-พระลักษณ์ หรือพระเวสสันดรตอนออกไปเดินป่า เป็นต้น นอกจากนี้ บางครั้งยังใช้เรียกพระเจ้าแผ่นดินที่มีเดชานุภาพ แม้มิได้ออกบวชเป็นฤษีก็ตาม เช่น ท้าวทุษยันต์ กษัตริย์จันทรวงศ์ตัวเอกในบทละครเรื่อง "ศกุนตลา” ก็มีฉายาว่า ราชรรษี ๔.มหาฤษี หรือ มหรรษี แปลว่า ฤษีผู้ยิ่งใหญ่ หมายถึง ฤษีโดยทั่วไปที่สามารถบำเพ็ญตบะได้อย่างอุกฤษฏ์ จนมีฤทธิ์เดชเป็นที่เกรงกลัวของเทวดาและอสูรทั้งหลาย ฤษีดังกล่าวนี้ อาจจะรวมถึงฤษี ๓ พวกที่กล่าวมาแล้วข้างต้นก็ได้ หรือจะใช้เรียกฤษีผู้มีชื่อเสียงอื่นใดก็ได้ทั้งนั้น เช่น ฤษีวาลมีกิ ผู้แต่งเรื่อง รามายณะ อันเป็นต้นกำเนิดของรามายณะทุกฉบับในแถบเอเซียอาคเนย์ ฤษีทุรวาส ผู้โทสะร้ายสาปแช่งเทวดาให้พินาศ ฤษีกบิลผู้มีตาไฟและได้เผาผลาญเจ้าชายสูรยะวงศ์ ๖,๐๐๐ องค์ถึงกาลพินาศ และพระภรตมุนี ผู้รจนาตำรา "นาฏยศาสตร์” โดยจดจำท่ารำของพระศิวะปางนัฏราชที่ได้แสดงไว้ที่ตำบลจิทัมพรัมในอินเดียภาคใต้เอาไว้ เป็นต้น ๕.บรมฤษี (ปรมฤษี) หรือ ปรมรรษี แปลว่า ฤษีผู้ยิ่งยอด แต่ไม่มีคำอธิบายจำเพาะเจาะจงว่ามีคุณลักษณะพิเศษทางใดแน่ชัด บางทีก็อธิบายกว้างๆว่ามีลักษณะเหมือนเทพฤษี ๖.ศรุตฤษี หรือ ศรุตรรษี คือ ฤษีที่แต่งคัมภีร์พระเวทโดยทั่วไป ๗.กาณฑฤษี หรือ กาณฑรรษี คือ ฤษีที่แต่งบทสวดบางบท โดยเฉพาะในคัมภีร์พระเวท
ลักษณะของพระฤาษี
ในเรื่องความเชื่อ พระฤาษีจริงๆแล้วเป็นนักบวชใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายสมถะอยู่ในป่าหรือสถานที่ห่างใกลจากผู้คนเพื่อบำเพ็ญเพียงตบะและวิชาความรู้ต่างๆโดยส่วนมากพระฤาษีจะนุ่งขาวห่มขาว บางท่านก็นุ่งผ้าหนังสัตว์ ผ้าดิบ ผ้าสีแสดบาง ลักษณะ พระฤาษีที่เราเข้าใจจะเป็นรูปลักษณ์ของคนแก่ ผมยาว มวยผมไว้ข้างหลัง คนสมัยก่อนมักจะรำเรียนวิชาความรู้ต่างๆจากพระฤาษีเป็นส่วนใหญ่และได้รับการยกย่องว่าเป็น "ครู" ในด้านต่างๆ เช่น ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิทยาการแขนงต่างๆ รวมถึงหมอยา พระฤาษีนั้นมีฤทธิ์และตบะแก่กล้า เรามักจะพบเรื่องราวในตำนานต่างๆ ว่าพระฤษีมีฤทธิ์สามารถเอาชนะเทพเทวดาต่างๆได้และฤาษีบางคนก็เป็นอาจารย์ของเทพเทวดาได้โดยเช่นกัน ในนามพระฤาษีโดยส่วนใหญ่จะเรียกกันแตกต่างกันไป พระฤาษี พระครูฤาษี ปู่ฤาษี พ่อปู่ฤาษี บ้างหรือบางท่านก็เรียกว่าพ่อแก่ จริงๆแล้วไม่ถือเป็นการเรียกผิดแต่อย่างใด บางครั้งการเรียกพระฤาษีบางคนอาจจะรู้หากไกลไม่สนิทจึงเรียกกันติดปากว่า "พ่อแก่" เพราะไกล้ชิดมากกว่าการเรียกพระฤาษีเพราะท่านเป็นครูผู้มีอาวุโสที่คนเราจะนับถือในระดับ "ปู่" , "พ่อแก่" ได้โดยธรรมชาติ
บทบาทพระฤาษี
ในทางบทบาทของ พระฤาษี หรือ พ่อแก่ ในตำนานโบราณมิว่าพระฤาษีในคติฮินดู ในคัมภีร์ของอินเดียหรือของไทย ส่วนใหญ่บทบามพระฤาษีจะออกมาในรูปแบบของคำว่า "ครู" ที่ผู้คนเคารพบูชา ท่านเป็นครู และ มีบทบามคสำคัญดังนี้ - เป็นมหากวีผู้แต่งวรรณคดีต่างๆ เช่น ท่านวาลมิกิ ผู้ประพันธ์กาพย์เรื่องแรกของอินเดียคือ รามายญะ - ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ยาในฐานะหมอยา ผู้รอบรู้เรื่องสมุนไพรและความรู้ทางการแพทย์การรักษาโรคต่างๆ - เป็นผู้ก่อร่างสร้างเมืองโบราณบางแห่ง เช่น เมืองอโยธยาก็มีตำนานเล่าว่าผู้สร้างเมืองเป็นพระ พระฤาษี - ให้วิชาความรู้ทางการีดนตรี - เป็นครูแห่งนาฏศิลป์ การฟ้อนรำ - สั่งสอนในเรื่องของสมาธิ บําเพ็ญภาวนา - ปราบผู้ร้ายผ่านอธรรม ในนะผู้มีฤทธิ์ หรือผู้วิเศษ
โดยส่วนมากคนไทยจะนิยมบูชาพ่อแก่ในรูปแบบเศียร์ ศีรษะสีทองสวมชฏา แก้มตอบ หนวดขาว ขนคิ้วขาว ยิ้มเห็นฟัน ในคติฮินดู เชื่อว่า พ่อแก่เป็นอีกภาคหนึ่งของพระศิวะ ด้วยว่าพระศิวะนั้นเป็นเทพแห่งการจัดสมดุลให้โลก เพราะทรงสร้างและทั้งทำลายซึ่งบันดาลให้เกิดความสมบูรณ์แห่งจักรวาล การเครื่องไหวของพระศิวะจึงเป็นศิลปะและเป็นดั่งลมหายใจแห่งธรรมชาติ ในวงการนาฏศิลป์มีพ่อแก่หลายอาจารย์ เช่่น นารทฤษี พระพิราพ หรือ ยักษ์พิราพ ผู้คิดค้นร่ายรำแล้วสืบทอดสู่มนุษย์
นอกเหนือจากคำว่า "ฤษี” ยังมีคำอื่นๆที่มีความหมายคล้ายๆกัน ได้แก่ -โยคี หมายถึง ผู้สำเร็จหรือกำลังศึกษาในโยคธรรม ได้แก่ พราหมณ์ที่เที่ยวทรมานตนในป่า -มุนี หมายถึง พราหมณ์ผู้มีความรู้ชั้นสูง ที่เรียกว่า จบไตรเพท คือ มฤคเวท ยัชุรเวท และสามเวท -สิทธา หมายถึง ฤษีที่ทรงคุณธรรมอย่างมั่นคง หรือเป็นผู้ทำตบะได้ถึงที่สุดแล้ว -ดาบส หมายถึง ผู้บำเพ็ญตบะเพื่อเผากิเลส มุ่งไปในทางทรมานกายและจิต หวังโลกุตรสุข ในประเทศไทยเรา นอกจาก "ฤษี” ในวรรณกรรมต่างๆแล้ว ฤษีที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดี น่าจะเป็น "ฤษีดัดตน” ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) อันเป็นประติมากรรมที่หล่อด้วยโลหะเจือประกอบด้วยสังกะสีและดีบุกเป็นสำคัญ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ได้โปรดฯให้สร้างขึ้น เป็นรูปฤษีดัดตนในลักษณะต่างๆ รวม ๘๐ รูป แต่ละรูปก็จะมีโคลงสี่สุภาพจารึกไว้ว่า ฤษีตนนั้นชื่ออะไร ดัดตนท่าอะไร แก้เมื่อยแก้ลมอย่างไร ฯลฯ ซึ่งท่วงท่าอาการดังกล่าวจะไม่มีซ้ำกันเลย ใครสนใจก็ไปชมกันได้ เพราะปัจจุบันทางวัดโพธิ์ได้มีการทำรูปปั้นฤษีดัดตนใหม่ทดแทนของเดิมที่ชำรุด เสียหายหรือหายไป จนครบ ๘๐ ตนเท่าเดิมแล้ว จากทั้งหมดข้างต้น เราคงจะเห็นแล้วว่า "ฤษี” ไม่ว่าจะปรากฎตน ณ ที่ใด ท่านก็เป็น "ครู” ผู้ให้ความรู้อยู่เสมอ แม้แต่ "ฤษีดัดตน” ที่เป็นเพียงประติมากรรม ก็ยังสอนให้เราได้รู้จักการรักษาโรคได้ด้วยตนเอง
แหล่งอ้างอิง
ขอขอบคุณแหล่งอ้างอิงบ้างส่วนในเนื้อหา: https://www.culture.go.th/ewtadmin/ewt/culture_th/ewt_news.php?nid=5698&filename=index