ความรู้สู่ความจริง การตั้งพระจตุคามรามเทพควรหันหน้าไปทางทิศใด
ในการสร้างรูปประติมากรรมพระเทวโพธิสัตว์นาคปรก หรือวัตถุมงคลทั้งหลายของ “องค์จตุคามรามเทพ” เป็นการประดิษฐ์คิดค้นสร้างสรรค์ขึ้นตามหลักปรัชญาโหราศาสตร์และหลักอภิปรัชญาอันได้มาจากการตรัสรู้ธรรมสามารถล่วงรู้ถึงความจริงสูงสุดว่าสรรพสิ่งในโลกและจักรวาล ว่าแต่เดิมเป็นความว่างเปล่าที่เรียกว่า “สูญตา” ต่อมาจึงบังเกิด “แสง”บันดาลให้เกิดสิ่งทั้งหลายขึ้นดังนั้นผู้ใดที่ตรัสรู้ธรรมในเรื่อง “แสง”จึงเป็นผู้อยู่เหนือ “กาละ” คือ อดีตปัจจุบันอนาคต และ “เทศะ” คือ กว้าง ยาว สูง ต่ำ ปัจจุบัน อนาคต และ “เทศะ” คือ กว้าง ยาว สูง ต่ำ ตื้น ลึก ตลอดจนเนรมิตจิตวิญญาณของตนให้เข้ารวมกับ “แสงทิพย์แห่งจักรวาล” อย่างเป็นเอกภาพสามารถฉายแสงทิพย์ของตนไปยังอะตอมธาตุ ควบคุมบังคับให้รวมตัวกันหรือแตกตัวเป็นรูปสิ่งใดก็ได้ตามความปรารถนา หรืออาจฉายแสงทิพย์จากจิตวิญญาณของตนเข้าไปสิงสถิตอยู่ในวัตถุธาตุใดๆก็ได้ พลังอำนาจวิเศษอันเกิดจากการรู้ธรรมย่อมบันดาลให้วัตถุธาตุนั้นกลับกลายเป็นวัตถุธาตุที่มีชีวิตขึ้นมาได้เรียกกันว่า “การปลุกเสก” ซึ่งแปลว่าการประกอบพิธีถ่ายเทพลังจิตวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์เข้าไปสู่วัตถุธาตุได้ตามความประสงค์
“แสง” คือ “กฎแห่งปาฎิหาริย์” ที่สำคัญยิ่งทั้งที่เป็นแสงไฟในโลกและแสงไฟในจักรวาลถ้าไม่มีแสงเสียแล้วทุกอย่างก็ดับสูญตกอยู่ในความมืดมิดไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลยในสมัยโบราณคนเราสำคัญผิดคิดว่าโลกแบน โลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ดวงอาทิตย์และดวงดาวทั้งหลายโคจรไปรอบโลก จึงกำหนดโครงสร้างของระบบจักรวาล ไปตามความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ โดยถือเอา “ทิศ” ซึ่งคนเรามองเห็นดวงอาทิตย์ทอแสงขึ้นเหนือขอบฟ้าในยามรุ่งอรุณเป็น ทิศตะวันออก และกำหนดให้ทิศที่ดวงอาทิตย์อัสดงว่าเป็นทิศตะวันตก ตลอดจนกำหนดโครงสร้างของ “จักรราศี”ขึ้นตามที่ดวงตามองเห็นแต่ภาพลวงตาเหล่านั้นก็กลายเป็นรากฐานของศาสตร์ที่สามารถสร้างอารยธรรมขึ้นมาได้และยังคงยึดถือกันมาจนถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดเส้นทางเดินของแสงแห่งจักรวาลคือ “เส้นสุริยวิถี” หรือ “เส้นสุริยมรรค” อันเป็นเส้นทางการฉายแสงของดวงอาทิตย์ไปตามเส้นทางโคจรอย่างไม่เคยผันแปรให้แสงดสว่างและความอบอุ่นแก่โลกเพื่อสร้างโลกและสิ่งทั้งหลายขึ้นมาในโลก “การฉายแสง” ของดวงอาทิตย์นี่เองก็คือรากฐานของการ “ปลุกเสก” ที่สามารถอธิบายให้เหตุผลและการพิสูจน์ได้ตามวิถีทางวิทยาศาสตร์มนุษย์เพียงแต่ผู้ลอกเลียนแบบธรรมชาติมาสร้างประดิษฐ์กรรมจนเกิดอารยธรรมอันรุ่งเรืองทันสมัยดังที่รู้เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน
การประติมากรรมรูป “องค์จตุคามรามเทพ” ประทับนั่งในท่ามหาราชลีลาอยู่เหนือบัลลังก์พระยานาคราช ๓ เศียร ๕ เศียร ๗ เศียร หรือ ๙ เศียร แต่งองค์ทรงเครื่องขัติยาภรณ์งามเฉิดฉาย ประดับประดาด้วยศิลปกรรมสมัยศรีวิชัยที่งดงาม ก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงสัญลักษณ์แห่งความหมายของผู้รู้ธรรมในระดับ “ปรมัตถ์สัจ” รู้แจ้งเห็นจริงว่า สามภพ สามโลก คือ ภพโลกแห่งจักรวาลและธรรมปัญญา ภพโลกแห่งกายวัตถุและภาพมายา ภพโลกแห่งรูปกายและจิตวิญญาณ ล้วนติดต่อเชื่อมโยงถึงกันด้วย “คลื่นแสงแห่งจักรวาล”ด้วยอำนาจพลังจิตวิญญาณที่แข็งกล้าจากตรัสรู้ธรรมย่อมสามารถฉายแสงแห่งจิตวิญญาณบันดาลให้ “อะตอมธาตุ”เกิดการรวมตัวกันหรือแตกตัวออกจากกันได้ตามความต้องการก็คือสามารถเนรมิตให้เกิดเป็น“ภาพ”หรือ“เงา”ของสิ่งที่ต้องการขึ้นได้ตามความประสงค์ อันแสดงให้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์ตามหลักวิทยาศาสตร์จิตวิญญาณที่ไม่เกี่ยวข้องกับหลักธรรมคำสอนของศาสนาหรือเวทย์มนต์คาถาบทใด
ดังนั้น เมื่อมีความรู้ความเข้าใจในเรื่อง “อะตอมสสาร” หรือ “อะตอมธาตุ” และพลังอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ของ“คลื่นแสง”ที่เคลื่อนไหวหมุนเวียนอยู่ในโลกและจักรวาล พันพันกันยุ่งเหยิงดุจดังใยแมงมุมและรู้ว่า “คลื่นแสง”อันเป็นจิตวิญญาณของผู้ตรัสรู้ธรรมที่ส่งกระแสสัมพันธ์เชื่อมโยงรวมกันอย่างเป็นเอกภาพผู้นั้นได้รับฉายาว่า “พังพระกาฬ” เพราะว่าเป็นผู้ที่อยู่เหนือ“กาละเทศะ”ทรงฤทธาอานุภาพสามารถสร้างสรรค์สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่า“เครื่องราง”หรือบันดาลให้เกิดสิ่งใดขึ้นได้ตามความปรารถนากระบวนการตามที่กล่าวมานี้อาจช่วยให้ผู้ที่มีความสงสัยข้องใจไม่รู้ว่าจะหันหน้ารูปประติมากรรมไปทางทิศไหนสามารถคิดและตัดสินใจได้แล้วว่า ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวดาว ฉายแสงขึ้นทางทิศใดก็หันหน้ารูปประติมากรรมไปทางทิศนั้น แสงอาทิตย์ แสงจันทร์ แสงดาว คือ แสงแห่งจักรวาลจะฉายแสง “ปลุกเสก” ให้ระบบธาตุภายในรูปประติมากรรมนั้น เคลื่อนไหวหมุนเวียนไปตามกฎวัฎจักรอย่างราบรื่นไม่ติดขัดย่อมบันดาลให้บังเกิดความสวัสดิมงคลประสพแต่ความโชคดีและสมหวังในสิ่งที่ใจปรารถนา
คัดลอกบางตอนจากบทความ
“ตั้งพระจตุคามรามเทพควรหันหน้าไปทางทิศไหนดี” ของ พล.ต.ท.สรรเพชญ ธรรมาธิกุล